ทำไมต้องกู้ 4 แสนล้าน? “เอกนิติ” ชี้ โจทย์ใหญ่คือหยุดวิกฤตพลังงาน
“เอกนิติ” ย้ำ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า ชี้วิกฤตพลังงานลุกลามกระทบค่าครองชีพ-กำลังซื้อ ดันเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดพึ่งนำเข้า-สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อภิปรายชี้แจงในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงเหตุผลและความจำเป็นในการออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่า ต้องการใช้โอกาสนี้อธิบายหลักคิดและนำตัวเลขเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงมาประกอบการชี้แจง เพื่อให้เห็นว่าการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นเรื่องของ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” พร้อมตอบข้อกังวลว่าไทยกำลังเผชิญวิกฤตหรือไม่ การกู้เงินจะกระทบวินัยการคลังหรือไม่ และเหตุใดจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้สมาชิกสภาฯ จะมีความเห็นแตกต่างกัน โดยเห็นว่าการนำเฉพาะความเห็นของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมาอภิปรายอาจไม่เป็นธรรม แต่ยืนยันว่าทุกฝ่ายสามารถมีความเห็นต่างได้ และสิ่งสำคัญคือการร่วมกันทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งขึ้น
สำหรับเหตุผลความจำเป็นในการออก พ.ร.ก. นายเอกนิติกล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ออกมาเป็นหลักฐานยืนยันถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น และดุลบัญชีเดินสะพัดจากเดิมที่เกินดุลกลับมาขาดดุลเกือบ 6 แสนล้านบาทในไตรมาสเดียว จากผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้นและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
นายเอกนิติ อธิบายว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตในอดีต เพราะไม่ได้เริ่มต้นจากเศรษฐกิจหดตัวหรือจีดีพีติดลบ แต่เกิดจากวิกฤตพลังงานและเงินเฟ้อ โดยมีความเสี่ยงที่จะลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจในที่สุด หากรัฐบาลไม่สามารถหยุดยั้งผลกระทบได้
โดยวิกฤตระลอกแรก คือ ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันปรับขึ้นประมาณ 60-70% จากเดิม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของประเทศไทยซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ขณะที่วิกฤตระลอกที่สอง คือ วิกฤตค่าครองชีพและเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาผู้บริโภคปรับจากภาวะติดลบขึ้นมาเกือบ 3% ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ในไตรมาส 2
ส่วนวิกฤตระลอกที่สาม คือ กำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง เนื่องจากค่าครองชีพสูงขึ้นและต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น โดยตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ชะลอตัวเหลือ 1.9% จากเดิม 3.3% และหากปล่อยให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น อาจกระทบต่อภาคธุรกิจจนต้องลดการจ้างงานหรือปิดกิจการ ซึ่งถือเป็นประเด็นด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยมีความเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยสถานการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยขาดดุล หากไทยเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกตั้งแต่ช่วงดังกล่าว เช่น พลังงานชีวมวล ชีวภาพ เอทานอล น้ำมันปาล์ม และพลังงานแสงอาทิตย์ ก็จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกได้
สำหรับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ มี 2 ด้านหลัก คือ การช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รวมถึงการพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรม โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัสถูกออกแบบเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ผ่านการสมทบค่าใช้จ่ายในสัดส่วนรัฐ 60% ประชาชน 40%
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อย วิเคราะห์ธุรกิจและขยายช่องทางการขายออนไลน์ เพื่อเพิ่มรายได้และขยายตลาด โดยนายเอกนิติระบุว่า จากประสบการณ์โครงการคนละครึ่งพลัส พบว่าผู้ประกอบการที่สามารถขายสินค้าออนไลน์ได้มีรายได้เพิ่มขึ้น แม้โครงการจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม
ส่วนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นายเอกนิติกล่าวว่า เงิน 4 แสนล้านบาทไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานทั้งหมดของประเทศ แต่จะทำหน้าที่เป็น “จั๊มสตาร์ท” เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่าน ควบคู่กับมาตรการอื่น เช่น การปลดล็อก Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ รวมถึงการเปิดให้ภาคเอกชนใช้โครงข่ายไฟฟ้าของรัฐผ่านระบบ Third Party Access และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน Smart Grid
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องการใช้โอกาสที่ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนในพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ และทำให้ผลประโยชน์จากการลงทุนตกถึงประชาชน ผ่านการสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านและสามารถขายไฟฟ้าคืนให้การไฟฟ้าได้ เพื่อเปลี่ยนประชาชนจากผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
นายเอกนิติกล่าวถึงข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ได้แตกต่างจาก พ.ร.ก.ในอดีต แต่มีการกำหนดหลักการและกรอบการใช้เงินที่ชัดเจนมากขึ้น โดยกระทรวงการคลังได้จัดทำระเบียบว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายกู้เงิน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดกรองโครงการ
ทั้งนี้ จะมีคณะกรรมการกลั่นกรองที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภายในและภายนอก พิจารณาโครงการอย่างรอบคอบ โดยโครงการต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ มีความพร้อมในการดำเนินงาน มีความโปร่งใสและคุ้มค่า หากโครงการใดไม่มีความคุ้มค่าจะถูกตัดออก พร้อมมีการติดตามและประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ และรายงานต่อคณะรัฐมนตรี รวมถึงเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ
นายเอกนิติ ย้ำว่า เงินกู้ตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้จะไม่ใช่การกู้เงินมากองไว้ แต่จะกู้ตามความจำเป็นและตามการใช้จ่ายจริง โดยรัฐบาลจะคำนึงถึงระดับหนี้สาธารณะและวินัยการคลังตลอดเวลา พร้อมใช้แบบจำลองเพื่อประเมินผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ
“พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ใช่การตีเช็คเปล่า มีทั้งระเบียบ วิธีการ คณะกรรมการกลั่นกรอง การเปิดเผยข้อมูล และการประเมินผล โดยมีวัตถุประสงค์ชัดเจนเพื่อช่วยประชาชนและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยยังอยู่ท่ามกลางวิกฤตจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พร้อมยืนยันว่าจะใช้เงินให้เกิดความคุ้มค่า และใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้ดีขึ้น โดยเมื่อวิกฤตสิ้นสุดลง ประเทศไทยจะต้องแข็งแรงกว่าเดิม
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB